มงคลชีวิตข้อที่ว่าด้วย การบำรุงมารดาบิดา ดูเผินๆ เหมือนเป็นธรรมะพื้นฐานที่เข้าใจได้ง่ายที่สุด แต่ในความเป็นจริงแล้ว กลับเป็นหนึ่งในเรื่องที่ ถ่ายทอดและนำไปปฏิบัติได้ยากที่สุด โดยเฉพาะในยุคปัจจุบัน
ความตั้งใจที่จะดูแลผู้ให้กำเนิดเป็นสิ่งที่ดีงามและน่าชื่นชมครับ แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าในสังคมทุกวันนี้ ผู้คนจำนวนมาก (โดยเฉพาะวัยทำงานและคนรุ่นใหม่) เติบโตมากับช่องว่างระหว่างวัย หรือบางคนอาจมีแผลในใจจากครอบครัว เมื่อนำเรื่องความกตัญญูไปสอนแบบ นิปปริยาย (สอนโดยตรง ไม่อ้อมค้อม) ว่าเป็นหน้าที่ที่ต้องทำ บางครั้งผู้ฟังก็เกิดแรงต้านและไม่เปิดใจรับฟัง
ในคัมภีร์มังคลัตถทีปนีและธรรมบท มีเรื่องราวของพระสารีบุตร ผู้เป็นอัครสาวกเบื้องขวาที่เปี่ยมด้วยปัญญา แม้ท่านจะเป็นที่เคารพรักของคนทั้งเมือง แต่นางพราหมณีผู้เป็นมารดาของท่านกลับมีความเห็นผิด (มิจฉาทิฏฐิ) และมักจะกล่าวถ้อยคำดุด่าเหยียดหยามท่านอยู่เสมอ เมื่อท่านพาพระลูกศิษย์ไปบิณฑบาตที่บ้าน
แทนที่พระสารีบุตรจะโกรธเคืองหรือโต้เถียง ท่านกลับสงบนิ่ง ไม่ต่อล้อต่อเถียงให้เกิดอกุศล ท่านทำหน้าที่ของบุตรอย่างสม่ำเสมอด้วยความอดทน จนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต ท่านได้กลับไปโปรดมารดา ใช้ปัญญาและเมตตาเทศนาจนมารดาละทิ้งความเห็นผิดและบรรลุธรรมเป็นพระโสดาบันในที่สุด
เรื่องนี้ให้ นัย ที่ลึกซึ้งมากครับ สำหรับใครที่กำลังเผชิญกับครอบครัวที่พูดคุยกันยาก นิทานเรื่องนี้แนะช่องทางแก้ไขให้เห็นว่า หน้าที่ของเราไม่ใช่การพยายามเปลี่ยนใครด้วยความรุนแรง หรือยอมก้มหน้าแบกรับความกดดันจนตัวเองพังทลาย แต่คือการประคองใจตนเองให้เป็นกุศล มีเมตตา และทำหน้าที่อย่างมีสติ
เมื่อธรรมะข้อนี้ละเอียดอ่อน การสื่อสารและการวางตัวจึงต้องมีศิลปะและยืดหยุ่นตามความเป็นจริง หากจะสรุปเป็นแนวทางปฏิบัติที่เรียบง่าย เข้ากับยุคสมัย และรักษาใจผู้ปฏิบัติได้ดีที่สุด คงหนีไม่พ้นหลักการนี้ครับ:
การรู้จักเลือกใช้กุศโลบายเหล่านี้ ถือเป็นความฉลาดในการหลีกหนีความขัดแย้ง และเป็นความฉลาดในการสร้างความเจริญให้แก่จิตใจตนเองอย่างแท้จริง
ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่กำลังทำหน้าที่กัลยาณมิตร ทั้งต่อตนเองและคนในครอบครัวนะครับ เมล็ดพันธุ์แห่งความดีงาม เมื่อหว่านลงไปแล้ว ย่อมงอกงามในเวลาที่เหมาะสมเสมอ