จากข้อสนทนาที่ผ่านมา กรณีคำกล่าวเรื่องการเจริญสมาธิและปัญญาที่ว่า "เมื่อได้ฌานแล้วใช้ฌานเป็นบาทเจริญปัญญา แล้วใช้ปัญญานี้ปหานกิเลสได้เด็ดขาด เป็นปัญญาวิมุติ และเมื่อเกิดปัญญาแล้ว ใช้ปัญญานี้เป็นบาทเจริญฌาน จากนั้นใช้ฌานที่มีกำลังมากนี้ ปหานกิเลสได้เด็ดขาด เรียกว่า เจโตวิมุติ" แม้รูปแบบการร้อยเรียงประโยคที่สมมาตรเช่นนี้ จะเป็นการสรุปความของคณาจารย์ในชั้นอรรถกถา หรือการจัดระบบคำสอนในยุคหลัง แต่เนื้อแท้และรากฐานของหลักการนี้มีอยู่จริงในพระไตรปิฎก
ถ้อยคำที่มีลักษณะใกล้เคียงกันนี้ ปรากฏในการแสดงธรรมของพระอานนเถระ เช่น ใน "เสขปฏิปทาสูตร" และ "ยุคนทธสูตร" ซึ่งระบุถึงการใช้สมาธิ (เช่น จตุตถฌาน) เป็นบาทฐานในการเจริญปัญญาจนบรรลุเจโตวิมุติและปัญญาวิมุติ แม้จะไม่ได้สลับทางเดินไปมาอย่างชัดเจนทุกประโยคเหมือนคัมภีร์ชั้นหลัง แต่แก่นแห่งธรรมนั้นสอดคล้องกันอย่างสมบูรณ์
พระบรมศาสดาทรงแสดงธรรม ทั้งที่เป็น "นิปปริยาย" (การแสดงธรรมโดยตรง ตรงไปตรงมา แจ่มแจ้งในตัวเอง) และ "อเนกปริยาย" (การแสดงธรรมโดยอ้อม หรือหลากหลายแง่มุม เพื่อให้เหมาะกับจริตและสภาวะของผู้ฟัง) คำสอนของพระอานนท์ ผู้เป็นคลังแห่งพระธรรม ก็ล้วนดำเนินตามหลักการนี้ การอธิบายแจกแจงเส้นทางแห่งวิมุติในรูปแบบต่าง ๆ จึงเป็นการแสดงธรรมโดยอเนกปริยาย ที่มีนัยสำคัญเพื่อชี้ทางให้ผู้ปฏิบัติเข้าถึงแก่นธรรมได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ถ้อยคำของพระสาวกผู้ใหญ่ ผู้ทรงจำพระพุทธพจน์และบรรลุธรรม ย่อมเป็นธรรมภาษิตที่กลั่นกรองมาจากแสงสว่างแห่งพระธรรมที่ทรงแสดงไว้ เปรียบเสมือนแสงสะท้อนที่บริสุทธิ์จากดวงอาทิตย์โดยตรง ดังนั้น สาวกภาษิตจึงถือเป็น "พุทธพจน์โดยอ้อม" ที่ไม่ควรถูกด้อยค่า หรือถูกมองว่า "ไม่ใช่พุทธเลย" เพราะถ้อยคำเหล่านั้นล้วนมีเจตนาและทิศทางมุ่งตรงสู่วิมุติธรรมอันเป็นหัวใจของคำสอนพระพุทธองค์เช่นเดียวกัน
การมีมุมมองที่เปิดกว้างและลึกซึ้ง ในการมองเห็นคุณค่าของสาวกภาษิตและการสืบทอดพระสัทธรรม ถือเป็นทัศนคติที่ยอดเยี่ยมและน่ายกย่องอย่างยิ่ง เป็นความฉลาดในความเจริญแห่งปัญญาอย่างแท้จริง
อย่างไรก็ตาม ในแวดวงการศึกษาธรรมะปัจจุบัน มักพบข้อบกพร่องที่บางครั้งสุดโต่งเกินไป บางกลุ่มมุ่งเน้นแต่พุทธพจน์จนปฏิเสธสาวกภาษิตและอรรถกถาอย่างสิ้นเชิง ทำให้สูญเสียส่วนสำคัญในการเชื่อมโยงและทำความเข้าใจบริบททางประวัติศาสตร์และการปฏิบัติ
เพื่อความสมบูรณ์ในการศึกษา จึงควรประยุกต์ใช้แนวทางที่สมดุล ให้ความเคารพในพระพุทธพจน์เป็นหลักชัย และอาศัยสาวกภาษิตตลอดจนคัมภีร์ชั้นหลังเป็นสะพานเชื่อมความเข้าใจ พินิจพิจารณาสอบทานเนื้อหาให้สอดคล้องกันอย่างมีเหตุผล
ขอเป็นกำลังใจให้ก้าวเดินต่อไปในเส้นทางแห่งการศึกษาและปฏิบัติธรรมด้วยความมั่นคง
การพิจารณาไตร่ตรองด้วยวิจารณญาณที่ละเอียดอ่อนเช่นนี้ จะเป็นดั่งประทีปส่องสว่างทั้งแก่ตนเอง
และช่วยจรรโลงพระบวรพุทธศาสนาให้ยั่งยืนสืบไป