พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมเป็นนิปปริยาย (Direct Teaching - การแสดงธรรมโดยตรงไม่อ้อมค้อม) ไว้ว่า พ่อแม่ บุพการี สามี ภรรยา ลูก และญาติ ๆ ไม่ใช่แค่ขอทาน ทรงเรียกว่า ท่านเหล่านี้เป็น “พระในเรือนตน” บุคคลเหล่านี้ไม่ใช่เพียงผู้ที่รอคอยการสงเคราะห์ แต่เป็นเนื้อนาบุญอันประเสริฐยิ่งของเรา
ในอุคคตสรีรสูตร พระพุทธองค์ทรงเปรียบมารดาบิดาว่าเป็น "อาหุไนยัคคิ" หรือไฟที่ควรบูชา พ่อแม่เป็นผู้มีอุปการคุณยิ่งใหญ่ เป็น "พรหมของบุตร" เป็น "อรหันต์ของบุตร" การที่ลูกหลานดูแลท่าน จึงไม่ใช่การให้ทานแก่คนยากไร้ แต่เป็นการบูชาบุคคลผู้ควรบูชา หากปฏิบัติดี ย่อมนำความเจริญมาให้ แต่หากทอดทิ้งย่อมเกิดโทษประดุจไฟเผาผลาญตนเอง
พระพุทธองค์ยังทรงกล่าวถึง "คหปตัคคิ" ซึ่งหมายถึง ภรรยา บุตร ทาส กรรมกร และคนรับใช้ คนเหล่านี้คือบุคคลในความดูแลที่เจ้าบ้านต้องปกป้องและเลี้ยงดูอย่างใส่ใจ การสงเคราะห์คนเหล่านี้ไม่ใช่การให้เศษทาน แต่เป็นการเติมเต็มความรับผิดชอบ เพื่อให้ครอบครัวร่มเย็นเป็นสุข
ดังพุทธพจน์ที่ว่า "มาตาปิฏุอุปัฏฐานัง ปุตตะทารัสสะ สังคะโห จะ ญาตะกานัญจะ สังคะโห เอตัมมังคะละมุตตะมัง" (การบำรุงมารดาบิดา การสงเคราะห์บุตรภรรยา และการสงเคราะห์ญาติ เป็นมงคลอย่างยิ่ง) การ "สงเคราะห์" ในที่นี้ ต้องทำด้วยความเคารพ เมตตา และให้เกียรติ ซึ่งเป็นหลักธรรมพื้นฐานของการอยู่ร่วมกัน
ตามนัยแห่งพระธรรม พ่อ (แม่) ที่ไม่มี ทาน (Giving - การแบ่งปัน), ปิยะวาจา (Kindly speech - การพูดจาด้วยความรัก), อัตถะจะริยา (Useful conduct - การทำตนให้เป็นประโยชน์), และ สมานัตตัตตา (Even and equal treatment - การวางตัวเหมาะสมสม่ำเสมอ) แก่ลูก ๆ ไม่พึงเรียกว่า พ่อ (แม่) ความผูกพันที่แท้จริงเกิดจากเมตตาธรรม ไม่ใช่แค่ความสัมพันธ์ทางสายเลือดเพียงอย่างเดียว
ในสมัยพุทธกาล มีพราหมณ์เตรียมบูชายัญด้วยสัตว์จำนวนมาก พระพุทธองค์จึงทรงชี้แนะว่า การเผาสัตว์บูชายัญมีแต่จะสร้างบาป ทรงแนะให้หันมาดูแล "กองไฟ" ในบ้านที่ให้คุณอย่างแท้จริง ได้แก่ อาหุไนยัคคิ (พ่อแม่) และ คหปตัคคิ (ลูกเมีย ลูกจ้าง) พราหมณ์ได้ฟังจึงตาสว่าง หันมาใช้ทรัพย์สินเลี้ยงดูครอบครัวอย่างดีเยี่ยม เปรียบได้กับคนยุคปัจจุบันที่มักทำบุญใหญ่โตนอกบ้านหวังได้หน้า แต่กลับละเลยคนในครอบครัว การทำบุญที่ถูกต้องต้องเริ่มจากการดูแลคนในบ้านให้ดีเสียก่อน
ชายหนุ่มชื่อสิงคาลกะ ออกมาไหว้ทิศทั้ง ๖ ทุกเช้าตามคำสั่งเสียของบิดาโดยไม่รู้ความหมาย พระพุทธองค์จึงสอนนัยที่แท้จริงว่า ทิศทั้ง ๖ คือบุคคลรอบตัว ทิศเบื้องหน้าคือบิดามารดา ทิศเบื้องหลังคือบุตรภรรยา การ "ไหว้" หมายถึงการทำหน้าที่ต่อบุคคลเหล่านั้นให้สมบูรณ์ เช่น พ่อแม่ต้องเลี้ยงดูตอบแทน ภรรยาต้องยกย่องให้เกียรติ ไม่ใช่พฤติกรรมที่ปฏิบัติต่อผู้ที่มารอขอเศษทาน