ในพระพุทธศาสนายุคต้น (ยุคดั้งเดิมที่ปรากฏในพระสูตร) กระบวนการปฏิบัติธรรมไม่ได้แยกส่วนขาดจากกัน แต่เป็นกระบวนการของเหตุและปัจจัยที่ส่งผลสืบเนื่องกันไปตามธรรมชาติ (อิทัปปัจจยตา) การเริ่มต้นจากการรักษาศีล ๕ ไปจนถึงการบรรลุอริยมรรคอริยผลนั้น มีลำดับการพัฒนาที่งดงามและเป็นเหตุเป็นผล ดังที่ปรากฏในหลักธรรมเรื่อง "อริยกันตศีล" และกระบวนการธรรมนิยาม
๑. จากศีลปุถุชน สู่ "อริยกันตศีล"
การรักษาศีล ๕ ในเบื้องต้นของปุถุชน มักเริ่มจากการสมาทานด้วยความตั้งใจ อาศัยความอดกลั้น และบางครั้งยังมีตัณหาหรือทิฏฐิเจือปน (เช่น รักษาศีลเพื่อหวังผลบุญ หวังไปเกิดในสวรรค์ หรือเพื่อโอ้อวด)
แต่เมื่อผู้ปฏิบัติได้ "ใคร่ครวญดีแล้ว" (มีโยนิโสมนสิการ) เล็งเห็นโทษของความทุศีล เห็นสภาวะความจริงว่าสัตว์ทั้งหลายล้วนรักสุขเกลียดทุกข์เช่นเดียวกับตน การรักษาศีลจะยกระดับขึ้นเป็นสภาวะที่เรียกว่า "อริยกันตศีล" (ศีลที่เป็นที่รักที่พอใจของพระอริยะ) ซึ่งมีลักษณะสำคัญ ๘ ประการ คือ:
- • ไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย (บริสุทธิ์หมดจดในตัวเอง)
- • เป็นไท (ภุชิสฺสานิ) ไม่ตกเป็นทาสของตัณหา (ไม่รักษาเพื่อหวังภพชาติ)
- • วิญญูชนสรรเสริญ
- • ไม่ถูกลูบคลำด้วยทิฏฐิ (อปรามฏฺฐานิ) ไม่ยึดติดในศีลตัพพตปรามาส
- • เป็นไปเพื่อสมาธิ (สมาธิสํวตฺตานิกานิ)
เมื่อศีลพัฒนามาถึงจุดนี้ ศีลจะกลายเป็นปกติของจิต ไม่ต้องฝืน และเป็นฐานรากที่มั่นคงอย่างยิ่งสำหรับการเจริญภาวนาในขั้นต่อไป
๒. การต่อยอดสู่ "จิตภาวนา"
ในพระสูตร (เช่น เจตนาสูตร) พระพุทธองค์ตรัสถึงความสืบเนื่องของธรรมไว้ว่า เมื่อศีลบริสุทธิ์ดีแล้ว ย่อมส่งผลให้เกิดจิตภาวนาโดยกลไกธรรมชาติ ไม่ต้องตั้งเจตนาบังคับจิต แต่จิตจะดำเนินไปตามกระบวนการดังนี้:
- ✦ อวิปปฏิสาร (ความไม่เดือดร้อนใจ): เมื่อศีลบริสุทธิ์ ผู้ปฏิบัติเมื่อใคร่ครวญดูศีลของตนย่อมไม่มีความรู้สึกผิดหรือกังวลใจ
- ✦ ปราโมทย์ และ ปีติ: จากความไม่เดือดร้อนใจ ย่อมเกิดความบันเทิงใจ (ปราโมทย์) และความอิ่มเอิบใจ (ปีติ)
- ✦ ปัสสัทธิ (ความสงบระงับ): เมื่อใจมีปีติ กายและจิตย่อมสงบระงับจากความกระวนกระวาย
- ✦ สุข: เมื่อกายจิตสงบระงับ ย่อมสัมผัสกับความสุขประณีตภายใน
- ✦ สมาธิ: "ผู้มีความสุข จิตย่อมตั้งมั่น" เมื่อมีความสุขเป็นปทัฏฐาน จิตจึงรวมลงสู่ความตั้งมั่น (สัมมาสมาธิ) ได้อย่างง่ายดายและเป็นธรรมชาติ
๓. การต่อยอดสู่ "ปัญญาภาวนา"
เมื่อจิตมีสัมมาสมาธิที่ตั้งมั่น บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ปราศจากนิวรณ์ (กิเลสเครื่องกั้นจิต) จิตนั้นย่อมพร้อมสำหรับการทำงานในขั้นปัญญาภาวนา (การเจริญวิปัสสนา)
- • ยถาภูตญาณทัสสนะ: จิตที่ตั้งมั่นจะทำหน้าที่เห็นธรรมทั้งหลาย "ตามความเป็นจริง" ผู้ปฏิบัติจะเริ่มเห็นสภาวะของรูปนาม ขันธ์ ๕ อายตนะ ว่าตกอยู่ภายใต้กฎไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา)
- • นิพพิทา (ความเบื่อหน่าย): เมื่อเห็นความจริงว่าสิ่งทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่อย่างที่เคยหลงยึดติด จิตจะคลายความหลงใหลเพลิดเพลินในสังขารทั้งปวง
- • วิราคะ (ความคลายกำหนัด): ตัณหาและอุปาทานที่เคยเกาะกุมจิตจะเริ่มคลายตัวออก
๔. บทสรุป: สู่ "อริยมรรคอริยผล"
เมื่อปัญญาภาวนาเจริญถึงขีดสุด วิราคะจะนำไปสู่ วิมุตติ (ความหลุดพ้น) มรรคจิตจะเกิดขึ้นเพื่อตัดสังโยชน์ (กิเลสเครื่องร้อยรัด) ให้ขาดสะบั้นลงตามลำดับขั้น:
วิถีแห่งธรรมชาติของธรรม
ในปริยายแห่งพระพุทธศาสนายุคต้น เส้นทางนี้ไม่ใช่การกระโดดข้ามขั้น แต่เปรียบเสมือนต้นไม้ที่หยั่งรากลึก เริ่มจาก ศีล ๕ ที่ถูกใคร่ครวญด้วยปัญญาจนกลายเป็นอริยกันตศีล เป็นรากแก้วที่หล่อเลี้ยงให้เกิดความสุขและความสงบ หล่อหลอมเป็น สมาธิ (จิตภาวนา) ที่เป็นลำต้นอันแข็งแกร่ง และแตกกิ่งก้านออกดอกผลเป็น ปัญญาญาณ ที่ตัดกิเลสอาสวะ นำไปสู่สภาวะแห่ง อริยมรรคอริยผล อย่างสมบูรณ์แบบตามกฎของธรรมชาติ