เมื่อกล่าวถึงเรื่องย่อของพระเวสสันดรชาดก เรากำลังกล่าวถึงยอดสุดแห่งการบำเพ็ญทานบารมีของพระโพธิสัตว์ ซึ่งประกอบไปด้วยสิ่งคู่บุญบารมีที่เรียกว่า "สหชาติ" (สิ่งที่เกิดพร้อมกัน) สิ่งที่สะท้อนความยิ่งใหญ่คือการบำเพ็ญ "ปัญจมหาบริจาค" (The Five Great Sacrifices) ได้แก่ การบริจาคทรัพย์ บริจาคอวัยวะ บริจาคชีวิต บริจาคบุตร (พระกัณหาและพระชาลี) และบริจาคภรรยา (พระนางมัทรี)
การบริจาคเหล่านี้ หากมองโดย "นัย" ของชาวโลกทั่วไปย่อมเห็นว่าเป็นสิ่งที่ทำได้ยากยิ่ง แต่หากมองโดยนัยแห่งพระโพธิสัตว์ ผู้มุ่งหวังพระสัมมาสัมโพธิญาณเพื่อรื้อขนสัตว์โลกข้ามวัฏสงสารแล้ว นี่คือก้าวที่สำคัญที่สุด
การให้ของพระองค์ไม่ได้เกิดจากความลุ่มหลงหรือไร้เหตุผล แต่มี พระปรีชาญาณ (Wisdom) กำกับการบริจาคอย่างสมบูรณ์แบบ ทั้ง ๓ ระยะ ได้แก่:
สอดคล้องกับสารัตถะแห่งวิจัยเวสสันดรชาดก โดย อ. เสถียร โพธินันทะ ที่ได้ให้แง่มุมลึกซึ้งไว้ว่า การกระทำของพระเวสสันดรคือการก้าวข้ามสมมติบัญญัติ (Conventional Truth) ไปสู่ระดับปรมัตถ์ การสละของรักคือการตัดขาดจากอุปาทานความยึดมั่นถือมั่นว่า "สิ่งนี้เป็นของเรา" (My/Mine) อย่างสิ้นเชิง
ในยุคปัจจุบัน (พุทธศตวรรษที่ ๒๖๐๐) ผู้คนจำนวนมากมักตั้งคำถามหรือวิพากษ์วิจารณ์การกระทำของพระเวสสันดรด้วยกรอบคิดสมัยใหม่ เช่น เรื่องสิทธิมนุษยชน (Human Rights) หรือความเป็นพ่อแม่ ทำให้หลายคนรู้สึกว่าทำไมเรื่องนี้จึงเชื่อยาก หรือมองว่าโหดร้าย ข้อบกพร่องคือ การนำไม้บรรทัดของปุถุชนผู้ยังมีกิเลสหนา ไปวัดการกระทำของผู้ที่กำลังจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า
เมื่อเราไม่เข้าใจถึงทานบริจาคขั้น "ปรมัตถ์" (Ultimate Truth) ที่ต้องสละแม้กระทั่งความยึดติดในสายเลือด เพื่อแลกกับพระญาณอันยิ่งใหญ่ที่จะช่วยสรรพสัตว์ได้นับไม่ถ้วน เราจึงตกลงไปในความเห็นผิด (มิจฉาทิฏฐิ) ได้ง่าย
ถึงเวลาที่เราชาวพุทธควรกลับมาทำความเข้าใจเรื่องนี้อย่างถูกต้องตรงตามพุทธวินัย เราควรมี อุปายโกศล (ความฉลาดในอุบาย) ในการมองทะลุเปลือกสมมติ ให้เห็นแก่นแท้ว่า พระเวสสันดรชาดกคือบทพิสูจน์ของการดับ "ความตระหนี่" และ "ความยึดมั่นถือมั่น" ขั้นสูงสุด