เมื่อกล่าวถึง "การให้ทาน" ภาพจำของคนส่วนใหญ่มักนึกถึงการบริจาคทรัพย์ การใส่บาตร หรือการทำบุญใหญ่ที่วัด ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่ดีงามและควรค่าแก่การอนุโมทนา แต่ในพระบรมพุทธานุญาตและหลักแห่งมงคลสูตรนั้น มีทานประการหนึ่งที่ใกล้ตัวที่สุด ทว่ากลับเป็นทานที่ผู้คนมักหลงลืมและมองข้าม นั่นคือ การให้และการสงเคราะห์แก่บุคคลใกล้ตัว
การเป็นผู้รู้จักให้ ต้องเริ่มต้นจากการให้ด้วยปัญญา ไม่หลงงมงายด้วยโมหะอวิชชา พระพุทธองค์ทรงสอนให้พิจารณาก่อนแล้วจึงให้ (โยนิโส วิจิเน ทานัง) ทานที่ให้ด้วยสัทธาย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก แต่สัทธานั้นต้องตั้งอยู่บนหลักของ สัทธา ๔ ได้แก่ กรรมสัทธา วิปากสัทธา กัมมัสสกตาสัทธา และที่สำคัญที่สุดคือ ตถาคตโพธิสัทธา (สัทธาในพระปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า) เพราะครอบคลุมความจริงทั้งหมดในพระพุทธศาสนา
หากเราพิจารณาเห็นว่านาบุญนั้นทิฏฐิวิบัติ หรือศีลวิบัติ ย่อมเป็นสิ่งที่ไม่ควรสนับสนุนให้ ถือเป็นการใช้ปัญญากำกับศรัทธาอย่างแท้จริง การทำบุญที่ถูกต้องจึงมีนัยแห่งความพอดี เช่น การทำบุญกับพระ ย่อมกระทำด้วยปัจจัย ๔ ที่สมควรแก่สมณบริโภค การทำบุญแด่พระธรรม คือการถวายไทยทานแด่ท่านผู้แสดงธรรม และการทำบุญกับพระพุทธเจ้า คือการบริบาลพระภิกษุสงฆ์ผู้ไข้
"มีทรัพย์มากกว่าสัทธา ให้ตามกำลังสัทธา, มีสัทธามากกว่าทรัพย์ ให้ทานตามกำลังทรัพย์"
"ถ้าให้ทานแล้วเดือดร้อนเรื่องกำลังทรัพย์ ไม่ต้องให้ หรือ ถ้าให้ทานแต่ไม่สัทธา ก็ไม่ต้องให้"
ในบริบทของครอบครัว พ่อแม่คือพระอรหันต์ในบ้าน ทรงคุณค่าเป็น อาหุไนยบุคคล (หรือ อาหุไนยยัคคิ) ซึ่งมิใช่เพียงผู้รอรับการสงเคราะห์ แต่ท่านคือ 'ไฟศักดิ์สิทธิ์' ที่ลูกหลานพึงน้อมใจ 'ให้' การกราบไหว้บูชาและปรนนิบัติอย่างระมัดระวังสูงสุด ดุจพราหมณ์ผู้เฝ้าปรนนิบัติกองไฟ การสงเคราะห์บิดามารดาและคนในครอบครัว ด้วยการให้ความอดทน ให้อภัย ให้เวลา และให้ความเข้าใจ จึงถือเป็นทานอันประณีต บางครั้งการให้เหล่านี้อาจต้องเผชิญกับความขัดแย้ง หรือความไม่เข้าใจกัน แต่หากเราน้อมนำหลักธรรมมาใช้ ประคองใจไม่ให้เดือดร้อนทั้งกำลังทรัพย์และกำลังใจ การสงเคราะห์คนในบ้านนี้เองที่จะเป็นรากฐานแห่งมงคลชีวิต
การให้ทานทั่วไปอาจเป็นเพียง วัฏฏคามินีกุศล คือกุศลที่ยังวนเวียนส่งผลในวัฏสงสาร แต่การให้ด้วยปัญญา การให้อภัย และการลดละอัตตาตัวตนยามเผชิญกับบททดสอบจากคนใกล้ตัว สามารถยกระดับจิตใจของเราให้เป็น วิวัฏฏคามินีกุศล คือกุศลที่เป็นไปเพื่อการคลายกำหนัด สลัดคืน และนำพาสู่ความหลุดพ้นได้
ดังนั้น "การให้แก่คนใกล้ตัว" จึงไม่ใช่เพียงหน้าที่ตามธรรมเนียม แต่คือสนามขัดเกลาจิตใจชั้นเลิศ เป็นทานที่แม้โลกภายนอกอาจมองข้าม แต่กลับเป็นมงคลอันสูงสุด (เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ) ที่หล่อเลี้ยงความร่มเย็นให้เกิดขึ้นทั้งในบ้านและในจิตใจของเราอย่างแท้จริง